แผ่นซับเสียงเป็นวัสดุที่หลายคนมักมีความเข้าใจผิดว่าเป็น “แผ่นกันเสียง” ที่สามารถป้องกันเสียงไม่ให้เล็ดลอดออกไปนอกห้องได้ ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว แผ่นซับเสียงมีหน้าที่หลักในการดูดซับเสียงสะท้อน เพื่อลดความก้องและปรับคุณภาพเสียงภายในห้องให้ชัดเจนยิ่งขึ้น ไม่ได้ช่วยป้องกันเสียงผ่านผนังโดยตรง ดังนั้นการเลือกใช้งานวัสดุให้ถูกประเภท จึงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับการออกแบบห้องให้ตอบโจทย์ทั้งเรื่องความเงียบและคุณภาพเสียง
บทความนี้ ยิปสโตร์ จะพาไปทำความเข้าใจว่า แผ่นซับเสียงคืออะไร มีบทบาทหน้าที่อย่างไรบ้าง แตกต่างจากแผ่นฉนวนกันเสียงอย่างไร เพื่อให้สามารถเลือกใช้งานได้อย่างตรงตามเป้าหมาย และมีประสิทธิภาพสูงสุด
HIGHLIGHT
- แผ่นซับเสียงมีหน้าที่ดูดซับเสียงสะท้อนช่วยลดเสียงก้อง เพิ่มความชัดเจนของเสียงภายในห้อง
- แผ่นซับเสียง จะไม่สามารถป้องกันเสียงเข้า-ออกระหว่างห้องได้
- หน่วยเสียง เช่น dB, Hz และ Watt เป็นตัวช่วยวิเคราะห์และควบคุมคุณภาพเสียงในงานออกแบบ
- วัสดุที่ใช้ผลิตแผ่นซับเสียง เช่น ใยหิน (Rockwool) และใยแก้ว (Fiberglass) มีคุณสมบัติช่วยดูดซับเสียงและลดความร้อนได้
- หากต้องการทั้ง กันเสียงและลดเสียงก้อง ควรใช้แผ่นซับเสียงร่วมกับวัสดุฉนวนกันเสียง เพื่อให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุด
แผ่นซับเสียง คืออะไร?
แผ่นซับเสียง คือ วัสดุที่ถูกออกแบบมาเพื่อดูดซับพลังงานเสียง (Sound Absorption) ลดการสะท้อนของคลื่นเสียงภายในห้อง ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของเสียงก้องหรือเสียงสะท้อน (Echo) เมื่อเสียงเดินทางไปกระทบพื้นผิวแข็ง เช่น ผนัง, เพดาน หรือพื้น จะเกิดการสะท้อนกลับหลายครั้ง ทำให้เกิดความก้องและลดความชัดเจนของเสียง โดยแผ่นซับเสียงจะช่วยดูดซับพลังงานเสียงบางส่วนหรือมากกว่า 35% ทำให้เสียงสะท้อนลดลงและเสียงภายในห้องมีความนุ่มนวลขึ้น
ทำความรู้จักเสียงและหน่วยของเสียง

เสียง คือพลังงานรูปแบบหนึ่งที่เกิดจากการสั่นสะเทือนของวัตถุ แล้วส่งผ่านตัวกลาง เช่น อากาศ, น้ำ หรือของแข็ง ไปยังหูของเรา ทำให้เกิดการรับรู้เป็นเสียงที่ได้ยิน เพื่อให้สามารถวัดและอธิบายลักษณะของเสียงได้อย่างเป็นมาตรฐาน จึงมีการกำหนดหน่วยของเสียง โดยแต่ละหน่วยจะบอกถึงคุณสมบัติที่แตกต่างกัน
นอกจากนี้ หน่วยของเสียงยังมีความสำคัญทั้งในงานด้านวิศวกรรมเสียง การออกแบบห้อง และการควบคุมระดับเสียงให้เหมาะสมต่อการใช้งาน เช่น การติดตั้งแผ่นซับเสียง, โครงผนังเบา หรือแผ่นยิปซั่มสำหรับกันเสียง โดยหน่วยของเสียงแบ่งออกเป็น ดังนี้
- วัตต์ (Watt: W หรือ จูลต่อวินาที J/s) เป็นหน่วยของ “กำลังเสียง” (Power of Sound) หรืออัตราการถ่ายโอนพลังงานของแหล่งกำเนิดเสียงต่อหนึ่งหน่วยเวลา บอกถึงปริมาณพลังงานที่เสียงปล่อยออกมา
- เดซิเบล (Decibel: dB) เป็นหน่วยของ “ความดังของเสียง” (Volume) หรือ “ความเข้มของเสียง” (Intensity) โดยทั่วไปมนุษย์สามารถได้ยินเสียงตั้งแต่ประมาณ 0 เดซิเบล ไปจนถึง 120 เดซิเบล ซึ่งระดับที่สูงเกินไปอาจส่งผลกระทบต่อการได้ยิน
- เฮิรตซ์ (Hertz: Hz) เป็นหน่วยของ “ความถี่เสียง” (Frequency) ซึ่งบอกถึงจำนวนครั้งของการสั่นสะเทือนต่อวินาที โดยมนุษย์สามารถได้ยินเสียงในช่วงความถี่ประมาณ 20 – 20,000 เฮิรตซ์ ซึ่งความถี่มีผลต่อระดับเสียงสูง-ต่ำที่เราได้ยิน
วัสดุของแผ่นซับเสียงเป็นอย่างไร?
โครงสร้างของแผ่นซับเสียง จะใช้วัสดุมีลักษณะเป็นรูพรุนหรือเส้นใย ทำให้สามารถกักเก็บและลดทอนพลังงานเสียงได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยลดปัญหาเสียงก้อง เสียงสะท้อน (Echo) และทำให้คุณภาพเสียงภายในพื้นที่มีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น โดยวัสดุที่นิยมใช้เป็นแผ่นซับเสียงติดผนัง มีดังนี้
- ใยแร่ (Mineral Wool) เป็นวัสดุที่มีความหนาแน่นสูงและมีโครงสร้างเป็นเส้นใยละเอียด ช่วยดูดซับเสียงได้ดีในหลายช่วงความถี่ อีกทั้งยังมีคุณสมบัติไม่ลามไฟและไม่ก่อให้เกิดควันพิษ
- โฟมโพลียูรีเทน (Polyurethane Foam) เป็นวัสดุน้ำหนักเบา ติดตั้งง่าย และมีราคาเข้าถึงได้ นิยมผลิตเป็นรูปทรงต่าง ๆ เช่น ทรงพีระมิดหรือทรงรังไข่ เพื่อเพิ่มพื้นที่ผิวในการดูดซับเสียง
- ใยแก้ว (Glass Wool) มีคุณสมบัติเด่นในการดูดซับเสียง โดยเฉพาะเสียงในย่านความถี่สูง อีกทั้งยังมีน้ำหนักเบาและสามารถติดตั้งร่วมกับโครงฝ้าหรือผนังได้ง่าย
- ใยไม้อัด (Wood Fiber) เป็นวัสดุจากธรรมชาติที่มีคุณสมบัติในการดูดซับเสียงได้ดี พร้อมทั้งให้ความรู้สึกอบอุ่นและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
แผ่นซับเสียงสามารถป้องกันเสียงออกไปได้จริงไหม?
แผ่นซับเสียง ถูกออกแบบมาเพื่อ “ดูดซับเสียงสะท้อน” ภายในพื้นที่ ช่วยลดเสียงก้องและทำให้เสียงมีความชัดเจนมากขึ้น เมื่อคลื่นเสียงกระทบพื้นผิว เช่น ผนังหรือเพดาน โดยจะช่วยลดการสะท้อนกลับ แต่จะไม่สามารถป้องกันการส่งผ่านของเสียงผ่านผนังหรือโครงสร้างอาคารได้ ดังนั้นแม้แผ่นกันเสียงติดผนังจะช่วยลดความดังของเสียงภายในห้องได้เล็กน้อย แต่หากต้องการป้องกันเสียงรบกวนอย่างแท้จริง จำเป็นต้องใช้วัสดุหรือโครงสร้างที่ออกแบบมาเพื่อเป็น แผ่นกันเสียงเข้าห้องโดยเฉพาะ ไม่ใช่แผ่นซับเสียงเพียงอย่างเดียว
ความแตกต่างระหว่างแผ่นซับเสียง กับแผ่นฉนวนกันเสียง

หลายคนมักสับสนระหว่างแผ่นซับเสียงและแผ่นฉนวนกันเสียง ว่าเป็นวัสดุชนิดเดียวกัน แต่วัสดุทั้งสองมีหน้าที่และคุณสมบัติที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน โดยแผ่นซับเสียงเน้นการปรับคุณภาพเสียงภายในห้อง ขณะที่แผ่นฉนวนกันเสียงเน้นการป้องกันเสียงรบกวนจากภายนอกและภายในไม่ให้รบกวนกัน
- หน้าที่การทำงาน แผ่นซับเสียงทำหน้าที่ “ดูดซับเสียงสะท้อน” ภายในห้อง เพื่อลดความก้องและทำให้เสียงชัดขึ้น ในขณะที่แผ่นฉนวนกันเสียงทำหน้าที่ “ป้องกันเสียงผ่าน” ไม่ให้เสียงเล็ดลอดเข้า-ออกระหว่างพื้นที่
- ด้านผลลัพธ์ที่ได้ การใช้แผ่นซับเสียงจะช่วยให้บรรยากาศเสียงภายในห้องนุ่มนวล ฟังสบาย และลดเสียงสะท้อน ส่วนแผ่นฉนวนกันเสียงจะช่วยให้พื้นที่เงียบขึ้น ลดเสียงรบกวนจากภายนอกและป้องกันเสียงรั่วออกไป
- ด้านการใช้งาน แผ่นซับเสียงเหมาะกับพื้นที่ที่ต้องการคุณภาพเสียง เช่น ห้องประชุม ห้องเรียน หรือห้องอัดเสียง ขณะที่แผ่นฉนวนกันเสียงเหมาะกับพื้นที่ที่ต้องการความเป็นส่วนตัว เช่น ห้องซ้อมดนตรี ห้องโฮมเธียเตอร์ หรือห้องพักอาศัย
- ด้านลักษณะการติดตั้ง แผ่นซับเสียงมักติดตั้งบนผนังหรือเพดานภายในห้องเพื่อควบคุมเสียงสะท้อน ส่วนแผ่นฉนวนกันเสียงจะติดตั้งเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้าง เช่น ผนังสองชั้น หรือผนังเสริมฉนวน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการกันเสียง
- ด้านการใช้งานร่วมกัน หากต้องการทั้งห้องที่เงียบและเสียงภายในมีคุณภาพ จำเป็นต้องใช้ทั้งสองวัสดุร่วมกัน โดยแผ่นฉนวนกันเสียงจะช่วยกันเสียง ส่วนแผ่นซับเสียงจะช่วยปรับคุณภาพเสียงภายในให้เหมาะสมกับการใช้งานมากที่สุด
รู้จักกับค่า STC ตัวชี้วัดว่าเสียงออกไปด้านนอกแค่ไหน?
ค่า STC (Sound Transmission Class) คือค่าที่ใช้วัดประสิทธิภาพในการ กันเสียง ของแผ่นซับเสียง, ผนังกันเสียง หรือโครงสร้างอาคาร โดยจะประเมินจากปริมาณเสียงที่สามารถทะลุผ่านจากด้านในออกสู่ด้านนอก ยิ่งค่า STC สูง แสดงว่า สามารถป้องกันเสียงได้ดีมากขึ้น โดยแบ่งค่า STC ดังนี้
- STC 30 เสียงพูดคุยทั่วไปยังสามารถได้ยินจากภายนอกอย่างชัดเจน
- STC 40 ลดเสียงได้ดีขึ้น เสียงพูดคุยปกติจะได้ยินเพียงเบา ๆ
- STC 50 เสียงพูดคุยทั่วไปแทบไม่ได้ยิน อาจได้ยินหากเสียงดัง เหมาะสำหรับห้องประชุม
- STC 60 แทบจะไม่ได้ยินเสียงดังอย่างเช่น การตะโกน เหมาะกับห้องที่ต้องการความเงียบ เช่น ห้องอัดเสียง หรือโฮมเธียเตอร์
- STC 70 ขึ้นไป สามารถกันเสียงที่มีความดังสูงมากได้ เหมาะสำหรับโรงภาพยนตร์ โรงละคร หรือสถานบันเทิงต่าง ๆ ที่ต้องการการควบคุมเสียงอย่างมีประสิทธิภาพสูง
แผ่นซับเสียง ยกระดับเสียงในห้องให้คมชัดมากขึ้น
โดยสรุปแล้ว แผ่นซับเสียงเป็นวัสดุที่มีหน้าที่หลักในการดูดซับพลังงานเสียงและลดการสะท้อนของคลื่นเสียงภายในห้อง ช่วยลดปัญหาเสียงก้อง เสียงสะท้อน (Echo) และปรับให้เสียงมีความนุ่มนวล ฟังชัดเจนมากยิ่งขึ้น จึงเหมาะสำหรับพื้นที่ที่ต้องการควบคุมคุณภาพเสียง เช่น ห้องประชุม, ห้องเรียน หรือห้องอัดเสียง โดยการติดตั้งแผ่นซับเสียงจะช่วยให้การสื่อสารมีประสิทธิภาพมากขึ้น และสร้างสภาพแวดล้อมทางเสียงที่เหมาะสมต่อการใช้งานในแต่ละพื้นที่
หากคุณกำลังมองหาวัสดุสำหรับงานระบบเสียงและงานตกแต่งภายใน ไม่ว่าจะเป็น แผ่นซับเสียง, ฉนวนกันความร้อน. แผ่นกันเสียง, แผ่นเก็บเสียงแผ่นอะคูสติก, ฝ้า สมาร์ทบอร์ด หรือ ฉนวนกันความร้อน ที่ Gypstore พร้อมเป็นผู้ช่วยในการเลือกวัสดุที่ตอบโจทย์ทั้งคุณภาพ มาตรฐาน และการใช้งานอย่างครบวงจร เพื่อให้ทุกพื้นที่ของคุณเงียบ สบาย และใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด
โทร : 099-261-3561
Line : @gypstore
Facebook : ยิปสโตร์ Gypstore
ยิปสโตร์ สำนักงานใหญ่ : https://goo.gl/maps/VvfN3SHinSVep4g5A
ยิปสโตร์ สาขาทุ่งครุ : https://goo.gl/maps/21GH5GsvXLqSzHwk6
คำถามที่พบบ่อย
แผ่นซับเสียงมีกี่แบบ?
โดยทั่วไปแผ่นซับเสียงสามารถแบ่งได้เป็น 5 ประเภทหลัก ได้แก่ แผ่นฟองน้ำซับเสียง, แผ่นโพลีเอสเตอร์, แผ่นอะคูสติกบอร์ด, แผ่นผ้าหุ้มอะคูสติก และแผ่นไม้เจาะรู ซึ่งแต่ละแบบมีจุดเด่นทั้งด้านการดูดซับเสียงและการตกแต่ง การเลือกใช้งานควรพิจารณาจากลักษณะพื้นที่และระดับเสียงที่ต้องการควบคุม
ใช้แผ่นซับเสียงกี่แผ่นถึงจะเห็นผล?
จำนวนแผ่นซับเสียงที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับขนาดพื้นที่และความสูงของห้อง โดยทั่วไปควรติดตั้งวัสดุดูดซับเสียงประมาณ 60–80% ของพื้นที่ผิวทั้งหมดเพื่อช่วยลดเสียงก้องได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น ห้องขนาด 32 ตร.ม. อาจต้องใช้พื้นที่ซับเสียงประมาณ 25–27 ตร.ม.
แผ่นซับเสียงติดเองได้ไหม?
แผ่นซับเสียงสามารถติดตั้งเองได้ในงานที่ไม่ซับซ้อน เช่น การติดตั้งบนผนังเพื่อช่วยลดเสียงก้องภายในห้อง แต่หากต้องการแก้ปัญหาเสียงอย่างจริงจังหรือให้ได้ผลลัพธ์ที่แม่นยำ การวางตำแหน่งและเลือกวัสดุให้เหมาะสมยังคงเป็นสิ่งสำคัญ จึงอาจปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเพื่อประสิทธิภาพที่ดียิ่งขึ้น
